แกว่งแขนลดพุงอย่างไรจึงลดได้เร็ว

มีช่วงหนึ่งที่ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือ สสส.ได้ออกมารณรงค์ให้ประชาชนหันมาสนใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้นด้วยวิธีง่ายๆ ซึ่งก็คือการแกว่งแขนลดพุงนั่นเองค่ะ การแกว่งแขนธรรมดาๆนี้มีประโยชน์มากกว่าที่หลายๆคนคิด สามารถทำได้ง่ายในทุกสถานที่ และเห็นผลเร็วกว่าท่ากายบริหารแบบอื่นๆ

การแกว่งแขนดีอย่างไร

การแกว่งแขวนเพื่อบริหารร่างกายนี้ เป็นหนึ่งในเทคนิคกายภาพบำบัดของการแพทย์แผนจีนที่สืบทอดต่อกันมายาวนานถึงหลายพันปี เพราะเป็นท่ากายบริหารที่ง่าย ทำได้ในทุกสถานที่ ทุกเวลา ทุกโอกาส และให้ผลลัพท์ที่ดีภายในระยะเวลาอันรวดเร็วโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์กายบริหารใดๆให้ยุ่งยาก นอกเหนือไปจากช่วยลดพุงได้แล้ว ยังช่วยลดอาการปวดเมื่อย ไม่สบายตัว อีกทั้งยังลดอาการเหน็บชาตามจุดต่างๆของร่างกายได้อย่างชะงัดนัก
ยุคนี้เป็นยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะทำงานล่วงเวลาหรือนั่งติดกับที่เดิมเป็นเวลานานๆ เช้านั่งรถไปทำงานราวๆหนึ่งชั่วโมง เข้าออฟฟิศแล้วก็ยังนั่งทำงานต่ออีกราวๆ 8-11 ชั่วโมง อีกทั้งพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ตรงเวลา ส่งผลให้เป็นโรคออฟฟิศซินโดรมและมีรูปร่างไม่พึงประสงค์ตามมา การแกว่งแขนจึงถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด หากทุกสำนักงานจัดช่วงเวลาให้พนักงานลุกขึ้นมาออกกำลังกายด้วยการยืนแกว่งแขนในช่วงบ่ายๆ สักวันละยี่สิบนาทีเป็นขั้นต่ำ ก็จะช่วยลดปัญหาด้านบุคลิกภาพและสุขภาพของพนักงานได้มาก อัตราการลาป่วยก็จะลดลงตามไปด้วย

ประโยชน์ของการแกว่งแขนในด้านการแพทย์

ตรงจุดใต้วงแขนหรือที่เราเรียกกันว่ารักแร้นั้น เป็นศูนย์รวมของต่อมน้ำเหลือง ซึ่งต่อมน้ำเหลืองที่ว่านี้มีอิทธิพลเป้นอย่างมากต่อการทำงานของต่อมไธมัส ตับ ม้าม ต่อมทอนซิล และอีกหลายๆจุดที่สำคัญในร่างกายเรา ทั้งหมดนี้คืออวัยวะและระบบการทำงานต่างๆที่ฃ่วยทำหน้าที่ชำระล้าง สร้างและเพิ่มความแข็งแรงให้กับเม็ดเลือดขาว ขจัดสารพิษในร่างกาย คัดกรองสารปนเปื้อน สิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคต่างๆ ไม่สามารถปั๊มเองได้เหมือนหลอดเลือด ซึ่งถ้าหากต่อมน้ำเหลืองไหลเวียนไปทำงานตามระบบต่างๆได้ไม่สะดวก อาการเจ็บป่วยของร่างกายเราก็จะเพิ่มมากขึ้น หายช้าลง หนักเข้าก็จะเกิดอาการบวมตามจุดต่างๆ มีเพียงการออกกำลังกายเท่านั้นที่จะช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองของคุณทำงานได้ดีขึ้น

แกว่งแขนลดพุงทำอย่างไร ?


1. ยืนตัวตรง แยกปลายเท้าออกให้เสมอหัวไหล่พอดี ไม่งอเข่า
2. ทิ้งลำแขนทั้งสองข้างแนบลำตัว ไม่เกร็ง หันฝ่ามือออกทางด้านหน้าลำตัว แบมือให้นิ้วชิดกัน ทำทุกอย่างให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ฝืนเกร็งจนเมื่อยไหล่
3. ผ่อนลมหายใจให้เป็นจังหวะ เกร็งหน้าท้องเล็กน้อย หดหน้าท้องให้ยุบเข้าหรือพองออกตามจังหวะลมหายใจ หลังเหยียดตรง หน้าเชิด คอตั้ง ไม่ก้มศรีษะ
4. ใช้ส้นเท้ายึดพื้นไว้ให้แน่น จิกเกร็งปลายเท้าเล็กน้อย ออกแรงจนรู้สึกได้ถึงแรงยึดที่น่อง กะพอให้น่องตึงๆ เป็นอันใช้ได้
5. ยืดพุงเล็กน้อย พอให้บั้นท้ายเชิดขึ้น หดเกร็งกล้ามเนื้อที่ก้นให้แรงพอดีกับกล้ามเนื้อน่อง เพื่อประสิทธิภาพที่ดี และเห็นผลเร็วมากขึ้น
6. แกว่งแขนไปด้านหน้าราวๆ 60 องศา ด้านหลัง 30 องศา ไม่ต้องออกแรงมาก กะพอแค่เหวี่ยงนิดๆ ตามองตรงไปข้างหน้า ทำติดต่อกันขั้นต่ำวันหนึ่งราวๆ10นาที ไม่เกินหนึ่งเดือนก็น่าจะเห็นผลแล้ว

สิ่งที่จะเห็นได้ชัดหลังการออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขน

เพียงคุณสละเวลาวันละ 10-20 นาทีต่อวัน หันมาออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขนลดพุง คุณจะรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงตามสัญญาณที่ดีเหล่านี้
1. อันดับแรก คุณจะรู้สึกได้ถึงการไหลเวียนของเลือดลม หายใจคล่องและเต็มปอดกว่าเดิม สดชื่นมากขึ้น มีความกระปรี้กระเปร่า รู้สึกตื่นตัวอยู่เสมอ
2. การขยับตัวของคุณจะคล่องขึ้นมาก จากเดิมที่เคยรู้สึกเหนื่อยง่าย เหมือนร่างกายมีน้ำหนักจนประคองตัวเดินยังลำบาก คุณจะเริ่มเข้าใจคำว่าเดินตัวปลิวได้อย่างชัดเจน ยิ่งเดินจะยิ่งรู้สึกดี ไม่ใช่คอยแต่จะทรุดตัวลงนั่งเหมือนช่วงก่อนออกกำลังกาย
3. การแกว่งแขนนอกจากจะมีผลต่อร่างกายแล้ว ยังส่งผลชัดเจนถึงสภาวะอารมณ์ได้อีกด้วย ทันทีที่ร่างกายคุณรู้สึกสดชื่นขึ้น จิตใจและอารมณ์ของคุณก็จะดีตามขึ้นไปด้วยเป็นลำดับ จากที่เคยโมโห หงุดหงิดง่าย ความรู้สึกเหล่านั้นก็จะลดลงไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ
4. รูปร่างคุณจะดีขึ้นภายใน 1-2 เดือน หากคุณออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขนติดต่อกันทุกวันอย่างมีวินัย กล้ามเนื้อหน้าท้องจะกระชับขึ้น พุงจะลดลงทีละนิดๆ ต้นแขนกระชับมีกล้ามเนื้อ และในสุภาพสตรี หน้าอกของคุณจะกระชับ อยู่ทรงสวยไม่หย่อนคล้อย และในบางรายอาจมีขนาดทรงเพิ่มขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว
5. การแกว่งแขนจะรักษาโรคออฟฟิศซินโดรมได้ดีมากๆ เพราะท่ากายบริหารง่ายๆนี้จะช่วยบังคับให้คุณยืนตัวตรงโดยอัตโนมัติ คลายอาการปวดเมื่อยบริเวณคอ บ่า ไหล่ และบั้นเอวได้ โดยที่คุณไม่ต้องลำบากไปพึ่งหมอนวดแผนโบราณเลยด้วยซ้ำ
6. สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสูงได้ เนื่องจากการแกว่งแขนจะช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น การสูบฉีดเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน
เห็นไหมคะว่าการแกว่งแขนธรรมดาๆนี้ ให้ผลได้ไม่ธรรมดาอย่างที่คิด ใครก็ตามที่กำลังหาวิธีลดพุงง่ายๆ ใช้เวลาไม่นาน และมีประสิทธิภาพสูง ลองหันมาออกกายบริหารด้วยการแกว่งแขนลดพุงดูนะคะ รับรองว่าง่ายมากๆและทำตามได้ไม่ยากเลยล่ะค่ะ

ท่าลดพุงด้วยเก้าอี้ ง่าย และสนุก เห็นผลเร็ว

ทันทีที่เราอ้วนและเริ่มมีรูปร่างผิดปกติ ไม่ว่าจะเกิดจากการกิน การนอน หรือใช้ชีวิตผิดตารางเวลาก็ตาม ปัญหาคือเมื่ออ้วนแล้วมักจะลดลงได้ยาก โดยเฉพาะพุง ที่มักจะลดลงเป็นจุดสุดท้าย การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายก็เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขรูปร่างได้เช่นกัน แต่หลายๆท่านมักจะมองข้ามอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วภายในบ้าน หันไปพึ่งอุปกรณ์ตามฟิตเนส หรือลงทุนซื้อมาไว้ในบ้านเลยก็มี นานๆไป อุปกรณ์เหล่านั้นก็ถูกทิ้งร้างกลายเป็นราวแขวนผ้าไร้ประโยชน์ไปเลยก็มี
เก้าอี้ เป็นหนึ่งในอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านหรือในสำนักงาน ที่สามารถใช้แทนเครื่องออกกำลังกายลดพุงได้ โดยที่เราไม่ต้องเสียเงินซื้อเครื่องออกกำลังกายให้สิ้นเปลืองอีกต่อไป แถมยังช่วยให้ส่วนอื่นๆในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นต้นแขน สะโพก และหน้าอกกระชับขึ้นได้อีกด้วย วันนี้เราจึงได้รวบรวมท่าออกกำลังกายลดพุงด้วยเก้าอี้มาฝากกัน ทุกท่าที่เรารวบรวมมาสามารถทำตามได้ง่ายและประหยัดเวลาอย่างที่คุณคาดไม่ถึง ซึ่งเราจะมีท่าอะไรมานำเสนอบ้างนั้น ลองมาดูกันค่ะ

รวมสารพัดท่าลดพุงด้วยเก้าอี้

1.ท่าแรก

จะมีอุปกรณ์เสริมเป็นขวดน้ำขนาด 1-1.5ลิตร ที่บรรจุน้ำไว้จนเต็ม หรือถ้าใครมีดัมพ์เบลก็ใช้ดัมพ์เบลเลยก็ได้ค่ะ
-นั่งตัวตรงบนเก้าอี้ แยกปลายเท้าเล็กน้อย กะระยะให้พอดีกับหัวไหล่
-ถือขวดน้ำหรือดัมพ์เบลทั้งสองข้าง เกร็งกล้ามเนื้อช่วงหน้าท้อง หายใจตามจังหวะปกติ
-ยกดัมพ์เบลหรือขวดน้ำขึ้นเหนือศรีษะ เกร็งหน้าท้องไว้ นับ 1-20 ค่อยๆลดอุปกรณ์ลง ทิ้งแขนแนบลำตัว ทำซ้ำอีก 15 นาที นับเป็น 1เซ็ต

2.ท่าที่สอง

-ยืนตัวตรงด้านหน้าเก้าอี้ แขนทั้งสองข้างเสมอลำตัว ปลายเท้าแยกออกกว้างเสมอหัวไหล่
-หันฝ่ามือทั้งสองข้างไปทางด้านหลัง ค่อยๆย่อตัวลง จนฝ่ามือแตะเบาะเก้าอี้ เกร็งหน้าท้องไปด้วยระหว่างย่อตัวลง พยายามอย่าให้ก้นแตะพื้น รักษาระดับให้ก้นตั้งฉากพอดีกับหัวเข่า ย่อค้างไว้ 15 วินาที
-ค่อยๆยืนขึ้น แล้วทำท่าเดิมต่อจนครบ30ครั้ง นับเป็น 1 เซ็ต

3.ท่าที่สาม

-พัฒนาต่อจากท่าที่สอง แต่ให้เริ่มด้วยการย่อตัว ใช้ฝ่ามือแตะเบาะเลย ให้ก้นตั้งฉากพอดีกับเบาะเก้าอี้
-ค่อยๆย่อตัวลงอย่าให้ก้นแตะถึงพื้น และยกตัวกลับมาตั้งฉากระดับเดิมในทันที
-ทำซ้ำไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบ 20นาที นับเป็น 1 เซ็ต

4.ท่าที่สี่

-ตะแคงลำตัวให้ลาดเอียงระหว่างพื้นห้องกับเบาะเก้าอี้ ใช้ศอกข้างหนึ่งค้ำเก้าอี้ไว้
-เกร็งหน้าท้องค้างไว้ นับ1-20 แล้วคลายออก
-เปลี่ยนฝั่งเป็นอีกด้าน ทำซ้ำเหมือนเดิม นับเป็น 1เซ็ต ทำสลับไปมาจนครบ 15 เซ็ตจึงพักได้

5.ท่าที่ห้า

-นั่งบนเก้าอี้ตามปกติ มือจับพนักข้างเก้าอี้ไว้
-ยกขาขึ้นเสมอขอบเบาะ เหยียดขาตรงไปด้านหน้า ทำท่าคล้ายถีบจักรยาน นับ 1-20 ลดขาลง
-ยกขาสูงขึ้นกว่าเดิม ทำท่าถีบจักรยานซ้ำอีกครั้ง นับจำนวนเท่ากัน ลดขาลง
-ทำสลับกันจนครบ 20 นาที นับเป็น 1 เซ็ต

6.ท่าที่หก

-ปูเสื่อโยคะ วางเก้าอี้ไว้ตรงปลายเท้า นอนหงายราบไปกับพื้น หันศรีษะไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเก้าอี้
-งอเข่าทั้งคู่ชิดเข้าหาลำตัว แล้วส่งปลายเท้าทั้งคู่ พุ่งตรงไปยังช่องบริเวณใต้เก้าอี้
-งอเข่ากลับเข้ากลางลำตัวอีกครั้ง พุ่งปลายเท้าตรงไปเหนือเบาะเก้าอี้ งอเข่ากลับเข้ากลางลำตัว
-ทำซ้ำอีก 30 ครั้ง นับเป็น 1 เซ็ต

7.ท่าที่เจ็ด

-ปูเสื่อโยคะอีกเช่นกัน วางเก้าอี้ตรงปลายเท้า นอนราบกับพื้นเสื่อ มือประสานไว้ที่ท้ายทอย
-ยกปลายเท้าพาดไว้กับเก้าอี้ ทำท่าคล้ายซิทอัพ ยกลำตัวขึ้นตั้งฉาก แล้วลงนอนราบ สลับกันไป
-ทำซ้ำจนครบ 20นาที นับเป็น 1เซ็ต

8.ท่าที่แปด

-นอนราบกับพื้น ยกขาทั้งคู่ขึ้นตั้งฉากกับลำตัว ค่อยๆลดปลายเท้าลงวางบนเบาะเก้าอี้
-วางแขนราบไปกับพื้น ยกกลางลำตัวขึ้นคล้ายท่าสะพานโค้งแล้วลดตัวลงจนก้นแตะพื้น
-ทำซ้ำอีกจนครบ 30ครั้ง นับเป็น1เซ็ต
ทั้งหมดนี้เป็นท่ากายบริหารด้วยเก้าอี้เพื่อลดพุงอย่างง่ายๆ แต่เรียกเหงื่อได้ดีนักแล รับรองว่าถ้าคุณทำตามทุกท่าอย่างสม่ำเสมอ ไม่นานพุงกระทิน้อยๆของคุณก็จะแปรสภาพเป็นกล้ามเนื้อหน้าท้องที่มีลอนสวยจนสาวๆหุ่นดีทั้งหลายในฟิตเนสต้องมองค้อนกันเลยทีเดียวค่ะ

ท่าแพลงก์ลดพุง เห็นผลภายใน 1 เดือน

ใครอยากพุงยุบ หุ่นสวย ต้องบริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอด้วยท่าแพลงก์ ท่านี้จะช่วยลดพุงหรือหน้าท้องได้เร็วและง่ายมาก มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บระหว่างบริหารร่างกายน้อยกว่าท่าอื่นๆ แถมยังทำได้ทุกที่ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆมาประกอบการบริหารร่างกายให้ยุ่งยาก ซึ่งเราได้รวบรวมท่าแพลงก์แบบต่างๆ พร้อมรายละเอียดวิธีทำแบบเข้าใจง่ายมาแบ่งปัน ขอแค่คุณมีวินัย ทำทุกวัน วันละครึ่งชั่วโมง ไม่เกิน 1 เดือนท้าให้คุณวัดรอบเอวได้เลย พุงยุบทันตาเห็นอย่างแน่นอน
ก่อนจะออกกายบริหารด้วยท่าแพลงก์ทุกครั้ง ควรเตรียมเสื่อโยคะ หรือพรมปูพื้น สวมชุดออกกำลังกายและใส่รองเท้ากีฬาให้เรียบร้อย ห้ามแพลงก์ทั้งๆที่ไม่สวมรองเท้าโดยเด็ดขาด

รวมท่าแพลงก์ลดพุง 12 ท่า

1 ท่าแพลงก์พื้นฐาน ( Basic Plank )

ท่าแพลงก์นี้ทำไม่ยาก เพียงคุณนอนคว่ำลงกับพื้นราบ ใช้ปลายเท้าจิกพื้นไว้ ตั้งแนวลำตัวให้ตรงเสมอกัน ไม่ก้มหน้า ก้นไม่โด่ง วางข้อศอกราบไปกับพื้น เกร็งหน้าท้องและก้นในขณะทำ หายใจจังหวะปกติและสม่ำเสมอ นับ 1-20 แล้วคลายตัว ทำซ้ำใหม่จนครบ 30 เซ็ต

2 ท่าแพลงก์แบบใช้กำลังแขน ( Straight-Arm Plank )

ท่านี้จะคล้ายกับท่าวิดพื้น วางเท้าในตำแหน่งเดียวกับท่าแรก เอาแขนยันพื้นเหยียดตรง ไม่พับข้อศอก เกร็งแขนขาค้างไว้ แขม่วพุงเล็กน้อย นับ 1-20 แล้วค่อยๆลดแขนลงนอนกับพื้นราบ ทำซ้ำอีกจนครบ 30 เซ็ต

3 ท่าแพลงก์แบบตะแคงข้างลำตัว ( Side-Plank )

ท่านี้จะใช้ลำตัวข้างใดข้างหนึ่ง เน้นการใช้กำลังกล้ามเนื้อสะโพกและด้านข้างลำตัวเป็นหลัก สำหรับคุณผู้หญิงที่ปรารถนาเอวคอดสวย ท่านี้ช่วยให้คุณสมหวังได้แน่นอนค่ะ
เริ่มจากการนอนตะแคงด้านใดด้านหนึ่ง ใช้แขนอีกข้างยันลำตัวไว้กับพื้นให้มั่นคง ยกแขนที่อยุ่ด้านบนชูขึ้นให้สูงที่สุด ค้างอยู่ที่ท่านี้ประมาณ 30 วินาที แล้วคลายตัว ลงนอนกับพื้นราบ สลับทำด้านตรงกันข้าม นับรวมเป็น 1 เซ็ต ทำซ้ำจนครบ 20 เซ็ต

4 ท่าแพลงก์บริหารกล้ามเนื้อขา ( Side-Plank Leg Lift )

ท่านี้พัฒนาต่อมาจากท่าที่ 3 แต่เปลี่ยนเป็นงอข้อศอกตรงช่วงแขนด้านล่างให้ตั้งฉากเสมอกับพื้นราบ แขนด้านบนให้วางมือไว้ที่เอว ยกศอกขึ้นตั้งตรง หลังจากนั้น ค่อยๆยกลำตัวขึ้นในแนวตะแคง ค้างไว้ประมาณ 30 วินาที แล้วค่อยๆลดตัวลงท่าเดิม ทำซ้ำให้ครบ 10 เซ็ต แล้วเปลี่ยนทำอีกข้างหนึ่งให้ครบ 10 เซ็ตเช่นเดียวกัน

5 ท่าแพลงก์บริหารสะโพกและกล้ามเนื้อขาด้านบน ( Leg Raise Plank )

ท่านี้พัฒนามาจากท่าที่ 1 แต่เพิ่มเป็นยกขาข้างใดข้างหนึ่งขึ้นด้านบน ค้างไว้ 10 วินาที แล้วเปลี่ยนมาทำสลับอีกข้าง นับเป็น 1 เซ็ต ทำให้ครบ 30 เซ็ต ข้อควรระวังคือ พยายามให้คอตั้งอยู่ในระนาบเดียวกันกับพื้น ห้ามก้มหรือเงยหน้าขึ้นโดยเด็ดขาด

6 ท่าแพลงก์แบบยกแขนข้างเดียว ( One Arm Plank )

วางลำตัวตามพื้นฐานในท่าที่ 1 แต่เปลี่ยนเป็นยกแขนข้างใดข้างหนึงขึ้นมา เหยียดตรงไปด้านหน้า ค้างไว้ราวๆ 30 วินาที เกร็งหน้าท้องไปด้วยขณะทำ แล้วเปลี่ยนข้าง ท่านี้จะช่วยลดทั้งพุงและกระชับต้นแขนไปในตัว เป้นอีกหนึ่งท่าง่ายๆที่เรียกเหงื่อและรีดไขมันได้ดีเลยทีเดียว

7 ท่าแพลงก์แบบยกแขนและขาคู่ตรงกันข้าม ( One Arm-One Leg Plank )

พัฒนาต่อมาจากท่าที่ 6 แต่เพิ่มเป็นยกขาข้างตรงกันข้ามเหยีดตรงไปข้างหลังพร้อมๆกัน ยกตัวอย่างเช่น ยกแขนขวาเหยียดไปข้างหน้า ขาซ้ายต้องยกขึ้นและเหยียดตรงไปด้านหลัง ทำสลับกันจนครบ 20 เซ็ต เซ็ตละ 10 นาที ห้ามงอเข่าหรือชูแขนขาขึ้นสุงโดยเด็ดขาด วางแขนและขาในระนาบเดียวกันเท่านั้น

8 ท่าแพลงก์แบบสไปเดอร์แมน ( Spiderman Plank )

ทำท่าแพลงก์แบบปกติตามท่าที่ 1 เพิ่มการยกเข่าเข้ามาทางด้านหน้า ทำสลับข้างไปเรื่อยๆ ประมาณ 15-30 ครั้ง ต่อ 1 เซ็ต

9 ท่าแพลงก์แบบยกเข่า ( Elbow Plank With Donkey Kick )

ทำท่าแพลงก์แบบปกติ ยกขาข้างใดข้างหนึ่งขึ้นจากพื้น โดยงอเข่าข้างที่ยกให้ตั้งฉากขึ้นจากพื้น เกร็งหน้าท้องและสะโพก ยกเข่าขึ้นลง 15 ครั้ง แล้วสลับมาทำอีกข้าง นับเป็น 1 เซ็ต ทำซ้ำจนครบ 20 เซ็ต

10 ท่าแพลงก์แบบใช้สะโพกแตะพื้น ( Plank Hip Twist )

นอนคว่ำในท่าแพลงก์พื้นฐาน เอียงลำตัวข้างใดข้างหนึ่งให้สะโพกแตะลงไปที่พื้น ทำสลับข้างไปเรื่อยๆ โยกตัวสลับไปมาจนครบ 15 นาที จึงหยุดพัก นับเป็น 1 เซ็ต ทำซ้ำจนกว่าจะเหนื่อย และไปต่อไม่ไหว ท่านี้นอกจากช่วยลดพุงแล้ว ยังช่วยลดต้นแขนและสร้างเอวเอสไปพร้อมๆกันอีกด้วย

11 ท่าแพลงก์แบบแยกขา ( Plank Jack )

ท่านี้ค่อนข้างโหดพอสมควร แนะนำให้ทำหลังจากที่ร่างกายเราพร้อมแล้วจะปลอดภัยกว่ามากนะคะ เริ่มจากการวางลำตัวตามแบบท่าที่ 2 แยกขาออกทั้งสองข้าง แล้วตบขาชิดเข้า คล้ายๆเราทำท่ากระโดดตบแต่เปลี่ยนมาทำด้วยขาแทนมือนั่นเองค่ะ ท่านี้จะช่วยลดพุงและกระชับลดต้นขาไปพร้อมๆกัน

12 ท่าแพลงก์แบบใช้กำลังเข่า ( Plank Knee )

วางลำตัวตามท่าที่ 2 ยกเข่างอเข่าเข้ามาแตะข้อศอก ทำสลับข้างไป-มา ครบ 10 นาทีนับเป็น 1 เซ็ต ทำซ้ำจนกว่าจะเหนื่อยและเริ่มไม่ไหวจึงพักได้ ท่านี้ช่วยให้ก้นได้รูปทรงสวย และเพิ่มกล้ามเนื้อหน้าท้องไปด้วยในตัว แนะนำให้ทำท่าพื้นฐานก่อนในวันแรกๆ แล้วค่อเพิ่มท่านี้เข้าไปในโปรแกรมค่ะ
นอกเหนือไปจากท่าแพลงก์แบบต่างๆที่กล่าวมา การควบคุมอาหารก็เป็นส่วนสำคัญในการลดส่วนเกินอันไม่พึงประสงค์ของร่างกายเราด้วยเช่นกัน สำคัญมากถึง 80 % เลยก็ว่าได้ หันมากินอาหารที่เป็นประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้เป็นหลัก อาหารที่ปรุงด้วยการต้ม นึ่ง ตุ๋น งดอาหารทอด ปิ้ง ย่าง และอาหารที่ประกอบไปด้วยไขมันในปริมาณมากๆ ทานข้าวให้ตรงตามเวลา ห้ามงดมื้อเช้า งดทานมื้อดึกหลัง 18:00 น.
สำหรับผู้ที่เริ่มบริหารร่างกายด้วยท่าแพลงก์ ควรเริ่มจากท่าง่ายๆ และใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที หลังจากนั้นค่อยขยับเพิ่มขึ้นวันละนิดหน่อย อย่าให้ร่างกายหักโหมมากเกินไป เพราะอาจเกิดอันตรายแก่กล้ามเนื้อบริเวณต่างๆได้
ห้ามแพลงก์บนพื้นนุ่มๆ เช่น โซฟา เตียงนอน ควรแพลงก์บนเสื่อโยคะ แผ่นยาง หรือพรมปูพื้นแทน เพราะท่ากายบริหารแบบนี้ควรทำบนพื้นราบ ขณะทำ ให้แขม่วพุงและเกร็งกล้ามเนื้อส่วนสะโพกและก้นไปพร้อมๆกัน จะช่วยให้การลดพุงด้วยท่าแพลงก์ของคุณได้ผลเร็วขึ้นมาก

วิธีลดพุงโดยควบคุมแคลอรี่ของอาหาร

เนื่องจากยุคนี้ เป็นยุคที่อะไรๆก็สะดวกสบายไปเสียทั้งหมด แค่ใช้เพียงปลายนิ้วเดียวสัมผัสหน้าจอคุณก็สามารถสั่งอาหารมาทานได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องลุกจากเก้าอี้ ซึ่งความสะดวกสบายเหล่านี้นี่เอง ที่เป็นสาเหตุให้คนไทยในยุคปัจจุบันเสียสุขภาพ และเสียบุคลิกด้วยโรคอ้วนและลงพุงกันเสียมาก
พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ส่งผลเสียมากมายต่อสุขภาพ โรคอ้วนเป็นหนึ่งในภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยปีละไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้น ก่อนที่เราจะศึกษาเรื่องการควบคุมแคลอรี่อาหาร เราควรลดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆเหล่านี้ให้ได้เสียก่อน

พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอ้วนหรือลงพุง

1.นอนดึกกว่าเวลาที่เหมาะสม
2.ทานอาหารผิดเวลา
3.ละเลยการออกกำลังกาย
4.ดื่มน้ำหวานแทนน้ำเปล่า
5.กินอาหารที่ปราศจากคุณค่าทางอาหาร
6.มีความเครียดสะสม
7.กินอาหารไม่ครบมื้อ หรือ อดอาหาร

แล้วเราจะควบคุมแคลอรี่อาหารได้อย่างไร ?

ในบทความนี้ เราจะไม่เน้นย้ำถึงการควบคุมแคลอรี่อาหารเป๊ะๆแบบชั่ง ตวง วัด ตามที่เทรนเนอร์หลายๆคนได้แนะนำไว้ เพราะวิธีควบคุมแคลอรี่ตามหลักการคำนวณเหล่านั้น ใช้ไม่ได้ผลจริงเสมอไป และที่สำคัญคือ เป็นวิธีที่มีขั้นตอนจุกจิก ยุ่งยาก ไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานและสร้างฐานะ ดังนั้น เราจึงรวบรวมวิธีการควบคุมแคลอรี่อาหารและการปรับปรุงพฤติกรรมเพื่อการลดน้ำหนักที่ได้ผลมาฝากกัน ตามรายละเอียดด้านล่างนี้

วิธีลดพุงด้วยการควบคุมแคลอรี่อาหารในยุค 4G

1.ห้ามอดอาหารโดยเด็ดขาด

การอดอาหารแบบหักดิบจนเกินไปนั้น ส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าที่คุณคิด อันดับแรกเลย ร่างกายเราจะเข้าใจผิดว่าเรากำลังเข้าสู่สภาวะลำบาก และปรับสภาพร่างกายให้เผาผลาญพลังงานต่างๆให้น้อยลง เพื่อเก็บสะสมพลังงานไว้ใช้ยามจำเป็น ซึ่งพลังงานต่างๆที่ถูกสะสมนั้น ร่างกายเราจะนำไปเก็บไว้ที่พุงก่อนเลยเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยต้นขา ต้นแขน และจุดอื่นๆตามลำดับ การสะสมไขมันตามจุดต่างๆของร่างกายนั้นเป็นไปได้ง่ายและใช้เวลาไม่นาน ผิดกับช่วงที่เราพยายามลดน้ำหนัก ร่างกายจะเลือกเผาผลาญจุดที่เก็บไขมันไว้เป็นอันดับท้ายๆก่อนและใช้เวลาที่ยาวนานกว่าตอนสะสมไว้เสียอีก ซึ่งก็แน่นอนว่า พุง คือจุดที่จะลดเป็นจุดสุดท้ายนั่นเองค่ะ

2.เลือกทานอาหารตรงกันข้ามกับที่เคยทานมา

แน่นอนว่าคุณอ้วนลงพุงเพราะเลือกทานอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เต็มไปด้วยไขมันเลว และสารพิษต่างๆ ทำให้ตัวบวม ลงพุง และมีรูปร่างที่ไม่พึงประสงค์ เสี่ยงต่อโรคร้ายที่จะตามมาภายหลังได้อีกด้วย วิธีแก้ง่ายๆก็คือ เปลี่ยนมาทานอาหารที่คุณไม่เคยทานในช่วงเวลานั้น งดอาหารขยะประเภทฟาสต์ฟู้ด หันมาทานอาหารที่ปรุงด้วยวิธีเลี่ยงไขมัน เช่น ต้ม นึ่ง ตุ๋น อาจจะหาทานยากกว่าสักหน่อยแต่คุณก็ต้องทาน ถ้าอยากมีร่างกายที่เพอร์เฟค
ทุกครั้งที่คุณหิว อยากทานขนมจุบจิบ คุณก็ไม่จำเป็นต้องอด แค่เปลี่ยนมาทานขนมที่เต็มไขมันดีและโปรตีน เช่น ถั่วอบ ผลไม้ฟรีซดราย งาขาวหรืองาดำที่ผลิตมาในรูปแบบบาร์แท่งเล็กๆ ขนมที่เต็มไปด้วยใยอาหารและพลังงานที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเหล่านี้ มักมีขายตามร้านโครงการหลวง ร้านภูฟ้า หรือซุปเปอร์มาเก็ตชั้นนำทั่วไป เป็นขนมที่มีประโยชน์และหาซื้อได้ง่าย ให้คุณค่าและทำให้อิ่มได้นานอีกด้วยค่ะ

3.งดนอนดึก

ไม่ว่าคุณจะเลิกงานดึกแค่ไหนก็ตาม หากคุณอยากให้พุงป่องๆเสียบุคลิกภาพนี้หายไป คุณต้องพยายามเข้านอนให้เร็วขึ้นกว่าเดิมให้ได้ โดยเริ่มจากการปรับเวลาเข้านอนให้เร็วขึ้นวันละครึ่งชั่วโมง จนกว่าร่างกายคุณจะปรับตัวได้ และเข้านอนก่อนเวลาห้าทุ่มได้ในที่สุด
เพราะการนอนดึก จะทำให้คุณตัวบวม เนื่องจากระบบการทำงานในร่างกายคุณผิดเพี้ยนไป อวัยวะต่างๆที่ควรได้พักผ่อนก็จะทำงานหนักมากขึ้น เช่นตับ ปอด และอื่นๆ เมื่ออวัยวะเหล่านั้นทำงานผิดเวลา ของเหลวในร่างกายก็จะไม่ได้รับการฟอกหรือไหลเวียนตามปกติ คุณจะหิวง่ายขึ้น และทานอะไรจุบจิบเพื่อดับความหิวนั้น ทันทีที่คุณทานผิดเวลา ระบบย่อยอาหารก็จะทำงานอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ และนอกจากโรคอ้วนแล้ว คุณอาจได้รับเชื้อไวรัสตับอีกเสบบีมาเป็นของแถม เนื่องจากตับทำงานหนักเกินไปนั่นเอง

4.ดื่มน้ำเปล่าจนเป็นนิสัย

น้ำสะอาดคือส่วนประกอบสำคัญในร่างกาย แต่คนยุคใหม่มักนิยมบริโภค ชา กาแฟ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มมึนเมามากกว่า เพราะติดในรสชาติและความหวานสดชื่นที่แฝงไปด้วยอันตรายเหล่านั้น คุณทราบไหมว่าทุกครั้งที่คุณดื่มน้ำหวานหรือชา กาแฟ เข้าไป ร่างกายคุณจะดูดซึมเฉพาะของเหลว เหลือเพียงกากของเครื่องดื่มเหล่านั้นตกค้างไว้ตามจุดต่างๆในระบบทางเดินอาหาร ยิ่งถ้าคุณไม่ดื่มน้ำเปล่าเพิ่มเข้าไปเลย ก็ยิ่งยากที่ร่างกายเราจะขจัดสารพิษเหล่านั้นออกไปได้
ลองเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาดื่มน้ำสะอาดอย่างเดียวสักหนึ่งเดือน คุณจะสังเกตได้ถึงรูปร่างและน้ำหนักที่ลดลง รวมไปถึงผิวพรรณที่เปล่งปลั่งอ่อนกว่าวัยที่คุณจะได้รับมาเป็นของแถมอีกด้วย

5.งดอาหารที่มีโซเดียมหนักๆเป็นส่วนประกอบ

ข้อนี้ไม่ได้บอกให้คุณงดโซเดียมอย่างเด็ดขาด แต่ให้งดโซเดียมที่ขาดคุณประโยชน์และอาจเป็นสารพิษในร่างกาย เช่นปลาเค็ม ปลาร้า ปลาจ่อม ไส้กรอก เบคอน แฮม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผลไม้หมักดองต่างๆ เป็นต้น เพราะอาหารแปรรูปเหล่านี้จะทำให้คุณเกิดอาการบวมน้ำ ลดน้ำหนักไม่ได้ ขนาดของรูปร่างไม่ลดลง และส่งผลเสียต่อระบบเผาผลาญของร่างกายได้อีกด้วย

6.ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

การลดแคลอรี่ที่ได้ผล จะเน้นการควบคุมอาหารมากกว่าการออกกำลังกาย ในสัดส่วน คุมอาหาร80% ออกกำลังกาย 20% การออกกำลังกายที่ดีต้องไม่หักโหม ควรใช้ท่าออกกำลังกายที่ไม่หนักมาก หากคุณไม่ได้ออกกำลังกายมาเป็นเวลานานๆ ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการวิ่งจ๊อกกิ้งหรือมาราธอน เพราะกล้ามเนื้อคุณอาจบวม ฉีก และอักเสบได้ ควรเริ่มจากท่าเบาๆ เช่นการเต้นแอโรบิกประกอบเพลง โยคะง่ายๆ กายบริหารท่าเบสิค เป็นต้น
หากคุณทำได้ทั้งหมดตามที่เราแนะนำ รับรองว่าไม่นาน คุณก็จะได้รูปร่างที่เพอร์เฟคในแบบของคุณกลับคืนมา พร้อมๆกับสุขภาพที่แข็งแรง และผิวพรรณที่สดใสในแบบที่คุณไม่เคยเป็นมาก่อน ขอเพียงคุณมีใจที่จะเริ่มต้น และมีวินัยในการควบคุมตนเอง เท่านี้คุณก็ใกล้เส้นชัยไปครึ่งหนึ่งแล้ว

ต้องลดพุงเทคนิคแก้ปวดหลังแบบง่ายๆ

ปัจจุบันนี้ คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตารางการใช้ชีวิตประจำวันเริ่มคลาดเคลื่อน ส่งผลให้คนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนุ่มสาววัยทำงานมีปัญหาสุขภาพตามมามากมาย ทั้งโรคอ้วน ไวรัสตับอักเสบบี ความดันโลหิตสูง และโรคยอดฮิตอย่างออฟฟิศซินโดรม ปวดหลัง คอ บ่า ไหล่ เป็นต้น

สาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามจุดต่างๆในร่างกายคือ…

1.การนั่งที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
2.แบกสัมภาระระหว่างเดินทางหนักเกินไป
3.ยืนหรือนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ
4.เริ่มมีรูปร่างผิดปกติจากการใช้ชีวิตผิดตารางเวลา
5.ติดโทรศัพท์มือถือ ก้มมากเกินไป ทำให้ปวดเมื่อย

และทันทีที่คุณมีรูปร่างผิดปกติจากการใช้ชีวิตแบบคนคนรุ่นใหม่ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ปัญหาด้านสุขภาพก็จะออกอาการตามมาเป็นเงาตามตัว ส่งผลไปถึงบุคลิกภาพที่เสียไปและทำให้คุณดูไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน หนักที่สุดคือาการปวดหลังและออฟฟิศซินโดรม อาการเหล่านี้อาจพัฒนาจนกลายเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนได้อีกด้วย คุณอาจต้องลางาน หรือตกงานเป็นเวลาหลายเดือนจนกว่าจะหายเป็นปกติ ซึ่งในบทความนี้ เราได้รวบรวมเทคนิคต่างๆในการแก้ปัญหาสุขภาพ ที่เกิดจากการใช้ชีวิตผิดวิธีมาฝากกัน ตามรายละเอียดด้านล่างนี้

เทคนิคลดพุงเพื่อแก้อาการปวดหลังอย่างถาวร

1.ลดพุงด้วยเทคนิคการแกว่งแขวนตามเทคนิคแพทย์แผนจีน

การแกว่งแขน เป็นหนึ่งในวิธีรักษาโรคตามการแพทย์แผนจีน เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและทำได้ทุกที่ มีขั้นตอนง่ายๆในการทำดังนี้
ยืนตัวตรง กางขาออก ปลายเท้าเสมอหัวไหล่ หันฝ่ามือเข้าหาลำตัว แกว่งแขนไปด้านหน้า 60 องศา ด้านหลัง 30 องศา ไม่เหวี่ยงแรงจนเกินไป ระหว่างทำก็เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องไปด้วย ทำซ้ำจนกว่าจะพอใจ ไม่นานก็เห็นผล

2.ลดพุงด้วยท่าแพลงค์อย่างง่ายๆ

ท่าแพลงค์เป็นท่าที่ทำได้ง่าย แต่ได้ผลและเรียกเหงื่อมากที่สุด แรกๆเราขอแนะนำให้คุณทำท่าแพลงค์อย่างง่ายๆ มีเสื่อโยคะสักผืนปูรองบนพื้นที่กว้างๆ เพียงเท่านี้คุณก็ลดพุงด้วยท่าแพลงค์ได้แล้ว
สวมชุดออกกำลังกายเพื่อเซฟกล้ามเนื้อ ใส่ปลอกกันกระแทกบริเวณข้อศอก สวมรองเท้ากีฬาเพื่อป้องกันการบาดเจ็บในส่วนนิ้วเท้า เพราะท่านี้ต้องออกแรงที่นิ้วเท้าเป็นพิเศษ
นอนคว่ำตัวลง ปรับลำตัวให้ขนานกับพื้น ปลายเท้าตั้งฉากลอยจากพื้นเสมอลำตัว ใช้ศอกวางขนานกับช่วงไหล่ นับค้างไว้ครั้งละ 20 วินาทีเป็นขั้นต่ำ ทำซ้ำวันละ 30 เซ็ต ไม่เกินสองเดือน หน้าท้องของคุณจะยุบลงเหลือแต่กล้ามเนื้อที่ดูแข็งแรงมากขึ้น

3.ลดพุงง่ายๆระหว่างเวลาทำงาน ด้วยท่า Vacuum

ท่า Vacuum คือหนึ่งในท่าออกกำลังกายลดพุงที่ทำได้ง่าย ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงคุณนั่งบนเก้าอี้ทำงาน ก็สามารถทำได้แล้ว
วิธีทำท่า Vacuum ที่ถูกต้องคือ นั่งตัวตรงบนเก้าอี้ ไม่พิงพนัก ลำแขนสองข้างทิ้งแนบลำตัว เกร็งหน้าท้องค้างไว้ 15 วินาที หายใจเข้าลึกๆ ครบตามเวลาแล้วปล่อย ค่อยๆผ่อนลมหายใจช้าๆ ทำซ้ำจนกว่าคุณจะพอใจ วิธีนี้จะช่วยลดพุงอย่างได้ผล

4.ลดพุงด้วยการแขม่วหรือเกร็งหน้าท้อง

ระหว่างนั่งหรือยืนทำงาน การแขม่วหน้าท้อง หรือเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณพุงเป็นพักๆก็ช่วยได้มาก การแขม่วพุงที่ถูกวิธีคือ หายใจเข้าออกตามปกติ เกร็งหน้าท้องค้างไว้ 10-20 วินาที แล้วปล่อย ทำติดต่อกันวันละ 30 เซ็ตขึ้นไป ไม่เกินหนึ่งเดือน คุณจะรู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อหน้าท้องที่แข็งแรงขึ้น พุงจะค่อยๆยุบลง อาการปวดหลังก็จะหายไป หากทำอย่างสม่ำเสมอ

5.ลดพุงด้วยอุปกรณ์ง่ายๆที่มีในบ้าน

ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายแพงๆ มาใช้แทนราวตากผ้าที่บ้านให้สิ้นเปลืองอีกต่อไป เพียงคุณใช้เฟอร์นิเจอร์ที่บ้านแทนอุปกรณ์ออกกำลังกาย เช่นเคาน์เตอร์ครัวใช้ลดต้นแขน โซฟาใช้ช่วยทำท่าแพลงค์แบบง่ายๆ และช่วยในการซิทอัพ เป็นต้น
ปล.การทำงานบ้านสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็ช่วยได้นะ

6.ลดพุงด้วยการควบคุมแคลอรี่อาหาร

วิธีนี้ช่วยลดพุงได้ดีที่สุด เพราะการควบคุมแลอรี่อาหารทำให้คุณลดน้ำหนักได้รวดเร็วกว่าการออกกำลังกายเสียอีก สัดส่วนในการควบคุมน้ำหนักเพื่อลดพุงแก้ปวดหลังที่ดีนั้น ควรอยู่ที่ ควบคุมอาหาร 80% ออกกำลังกาย 20% งดอาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารตามร้านสะดวกซื้อที่ต้องเข้าไมโครเวฟ เน้นทานผักผลไม้ งดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทานอาหารที่ปรุงด้วยวิธี ต้ม นึ่ง ตุ๋น เข้านอนแต่หัวค่ำ งดทานมื้อดึก ช่วงแรกๆคุณอาจจะทรมานสักหน่อย แต่ไม่นานเมื่อร่างกายของคุณเริ่มปรับสภาพได้ คุณก็จะชินไปเอง

7.ลดพุงด้วยการปรับบุคลิกภาพในชีวิตประจำวัน

การปรับบุคลิกภาพนั้นมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะการเดิน ยืน นั่ง ที่ผิดวิธีก็มีส่วนทำให้คุณเกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน
เริ่มจากการเดิน ก่อนอื่น คุณต้องยืนตัวตรง แขนสองข้างแนบตามลำตัว ไม่เกร็ง ไม่ฝืน ศรีษะตั้งตรง มองไปข้างหน้า ก้าวขาข้างใดก่อนก็ได้ ใช้แขนฝั่งตรงกันข้ามยื่นไปด้านหน้า ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราก้าวขาซ้ายไปด้านหน้า แขนข้างที่ยื่นไปด้านหน้าต้องเป็นแขนขวา เป็นต้น
การนั่ง เก้าอี้ที่ใช้นั่งต้องเป็นเก้าอี้ที่เหมาะสมกับสรีระ นั่งให้เต็มเบาะ หลังชนพนักพิงพอดี แขนวางข้างลำตัว ปลายมือยื่นตรงไปที่พื้น นั่นคือระยะที่เหมาะสมพอดีกับการจัดบุคลิกภาพอย่างง่ายๆ
หากคุณทำได้ทั้งหมด 7 ข้อนี้ รับรองได้ว่าไม่เกินสองเดือน อาการปวดหลังและปวดเมื่อยตามจุดต่างๆของร่างกายจะหายไปอย่างถาวร และบุคลิกภาพของคุณก็จะดีขึ้นมาด้วยตามลำดับ นอกจากนี้แล้วคุณยังได้รับผลพลอยได้เรื่องผิวพรรณที่ดีเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง เพราะร่างกายของคุณได้ขับของเสียออกมาทางเหงื่อ เลือดฝาดไหลเวียนและสูบฉีดได้ดี ผิวของคุณจะดูมีชีวิตชีวาเปล่งปลั่งมากขึ้นจนคุณรู้สึกได้