สลายไขมันหน้าท้องด้วยบูลเบอรรี่

การมีรูปร่างที่ดีไม่มีไขมันส่วนเกินอยู่บนร่างกายเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างต้องการ เพราะรูปร่างที่ดีจะนำมาซึ่งความมั่นใจและโอกาสในชีวิต โดยเฉพาะไขมันที่อยู่หน้าท้องเป็นไขมันที่เกิดขึ้นได้ง่ายและขจัดออกไปได้ไม่ง่าย แต่ก็สามารถขจัดไขมันหน้าท้องออกไปได้ ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่เน้นผักและผลไม้มากกว่าครึ่งหนึ่งของอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน ผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยสลายไขมันหน้าท้องได้เป็นอย่างดีมีอยู่หลายชนิด หนึ่งในผลไม้ที่ช่วยสลายไขมันหน้าท้องอย่างได้ผล คือ บลูเบอร์รี่

บูลเบอรรี่ช่วยสลายไขมันหน้าท้องได้อย่างไร

ผลบลูเบอร์รี่ (Blueberry) มีลักษณะเป็นลูกกลมขนาดเล็กมีสีน้ำเงินหรือสีน้ำเงินอมม่วง มีรสเปรี้ยวอมหวาน ในผลบลูเบอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมลูอิสระ ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา เพิ่มการมองเห็นลดความเสี่ยงในการเกิดต้อได้ นอกจากที่บลูเบอร์รี่จะสามารถช่วยบำรุงสายตาแล้วยังสามรถช่วยสลายไขมันหน้าท้องได้ เนื่องจาก

1.พลังงานต่ำ

บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่รับประทานได้ทั้งสดและแปรรูปเป็นอาหาร เพราะบลูเบอร์รี่ 100 กรัมให้พลังงานต่ำเพียง 57 แคลอรี ดังนั้นการรับประทานบลูเบอร์รี่เป็นประจำก็จะสามารถช่วยลดปริมาณพลังงานที่ได้รับต่อวันให้ลดลง เมื่อร่างกายได้รับพลังงานน้อยลงจากการปริโภคอาหารในปริมาณเท่าเดิม ส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานที่น้อยกว่าความต้องการของร่างกายจึงไม่มีการสะสมของไขมันส่วนเกินบนร่างกาย และต้องทำการดึงไขมันที่สะสมอยู่ที่หน้าท้องมาใช้เป็นพลังงานอีกด้วย

2.เส้นใย (Fiber)

บลูเบอร์รี่จัดเป็นผลไม้ที่มีปริมาณเส้นใยอาหารสูง โดยบลูเบอร์รี่ 100 กรัมมีปริมาณเส้นใยสูงถึง 2.4 กรัม ดังนั้นเมื่อรับประทานบลูเบอร์รี่เข้าไป เส้นใยที่มีอยู่จะเข้าไปเพิ่มพื้นที่ของอาหารในกระเพาะอาหารให้เต็มไม่มีที่ว่าง ร่างกายจึงรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นแม้รับประทานอาหารน้อยลง และเส้นใยนี้ไม่สามารถย่อยได้ด้วยเอนไซม์ที่อยู่ในกระเพาะและลำไส้จึงทำให้ร่างกายอิ่มนานขึ้น ไม่มีความอยากอาหารระหว่างมื้อหลัก นอกจากนั้นเส้นใยยังสามารถทำการดูดซึมน้ำและน้ำตาลที่อยู่ในอาหารทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดลดลง

3.สารโพลีฟีนอล (Polyphenols)

บลูเบอร์รี่ยังมีสารอาหารที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง คือ สารโพลีฟีนอล (Polyphenols) สารโพลีฟีนอล (Polyphenols) มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถยับยั้งการทำงานของแคทิคอล-โอ-เมทิลทรานสเฟอเรส (catechol-O-methyl transferase) ที่มีหน้าที่ในการควบคุมการเผาพลาญของร่างกายด้วยการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ ดังนั้นเมื่อการทำงานของแคทิคอล-โอ-เมทิลทรานสเฟอเรสลดลง จะส่งผลให้ระบบการทำงานสร้างความร้อนให้กับร่างกายทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ระบบการเผาพลาญไขมันที่บริเวณหน้าท้องเกิดมากขึ้น จึงช่วยสลายไขมันหน้าท้องได้

4.ลดการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin)

เมื่อเส้นใยทำการดูดซึมน้ำตาลที่อยู่ในอาหารทำให้ร่างกายมีการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดลดลง ร่างกายจึงมีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ที่ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตในกระแสเลือดให้กลายเป็นไขมันที่สะสมที่หน้าท้อง ดังนั้นเมื่อร่างกายมีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินน้อยลง และเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตในกระแสเลือดน้อยลง ร่างกายจำเป็นต้องดึงไขมันหน้าท้องมาเปลี่ยนเป็นแหล่งพลังงานในการดำเนินชีวิต ส่งผลให้ระบบบการเผาพลาญไขมันเกิดมากขึ้น

5.แมงกานีส (Manganese)

บลูเบอร์รี่มีองค์ประกอบของสารแมงกานิสในปริมาณที่สูง แมงกานีสเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ฮอร์โมนไทรอกซิน ( thyroxine) ที่มีคุณสมบัติควบคุมการทำงานของระบบเผาผลาญ ดังนั้นเมื่อร่างกายได้รับสารแมงกานีสจากบลูเบอร์รี่จะทำให้มีการสังเคราะห์ฮอร์โมนไทรอกซินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระบบการเผาพลาญไขมันหน้าท้องเกิดขึ้นอย่างได้ผล จึงสามารถลดปริมาณไขมันหน้าท้องให้ลดลง
จะเห็นว่าบลูเบอร์รี่ที่เป็นผลไม้ลูกเล็ก ๆ สีน้ำเงินอมม่วง รสเปรี้ยวอมหวานที่นอกจากรสชาติที่แสนอร่อยเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคนแล้ว แต่คุณประโยชน์ของบลูเบอร์รี่ทั้งการช่วยสลายไขมันหน้าท้องและเสริมสร้างภูมิต้านทานทำให้ร่างกายแข็งแรงนั้นไม่น้อยตามขนาดของผลเลย บลูเบอร์รี่จึงนับเป็นผลไม้ที่ทรงคุณค่าอีกชนิดหนึ่งที่น่ารับประทาน การรับประทานบลูเบอร์รี่เป็นประจำจึงช่วยสร้างรูปร่างที่ดีปราศจากไขมันหน้าท้องได้ วันนี้คุณรับประทานบลูเบอร์รี่แล้วหรือยัง

ไฟเบอร์สลายไขมันหน้าท้องได้อย่างไร

เส้นใย (Fiber) คือ เส้นใยเซลลูโลส (Cellulose) ตามธรรมชาติที่ประกอบด้วยโมเลกุลของน้ำตาลที่มาเรียงต่อกันอย่างสลับซับซ้อน ไฟเบอร์จะได้จากพืชซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือ ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายและทำการดูดซึมไฟเบอร์ได้ ดังนั้นเมื่อรับประทานไฟเบอร์เข้าไปในร่างกายไฟเบอร์จะคงรูปอยู่เช่นเดียวจนกระทั่งร่างกายขับออกมาในรูปของเสีย ไฟเบอร์มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ
1.ไฟเบอร์ชนิดที่สามารถละลายในน้ำได้ (Soluble dietary fiber) ไฟเบอร์ชนิดนี้ไม่ละลายน้ำแต่สามารถที่จะดูดซึมน้ำและน้ำตาลได้ ทำให้ไฟเบอร์พองตัวมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ไม่มีความหนืดเกิดขึ้นกับไฟเบอร์ที่ดูดซึมน้ำเข้าไป
2.ไฟเบอร์ชนิดที่ไม่สามารถละลายในน้ำได้ (Insoluble fiber) ไฟเบอร์สามารถดูดซึมน้ำเข้าไปภายในและกลายมาอยู่ในรูปลักษณะคล้ายกับเจลที่มีความหนืดอยู่ในตัวเล็กน้อย

แล้วไฟเบอร์สามารถช่วยสลายไขมันหน้าท้องได้อย่างไร

1.ลดการดูดซึมสารอาหาร

ไฟเบอร์ที่เข้าสู่ร่างกายจะไม่สามารถถูกย่อยสลายและถูกดูดซึมได้ แต่ไฟเบอร์สามารถขัดขวางการดูดซึมสารอาหาร เช่น ไขมัน น้ำตาล แป้ง คาร์โบไฮเดรตเข้าสู่ร่างกายได้ เนื่องจากไฟเบอร์เมื่อเข้าสู่กระเพาะอาหารจะทำการดูดซึมน้ำและน้ำตาลที่อยู่กระเพาะอาหารเอาไว้บางส่วนเท่านั้น ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมแป้งและน้ำตาลได้น้อยลง ซึ่งปริมาณที่ร่างกายดูดซึมเข้าไปจะเพียงพอและพอดีกับความต้องการใช้งานของร่างกาย นอกจากนั้นไฟเบอร์ยังช่วยกระตุ้นการเคลื่อนที่ของอาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหารและลำไส้ให้มีการเคลื่อนที่ผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้ให้เร็วขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาในการดูดซึมสารอาหาร ไขมัน น้ำตาลของกระเพาะอาหารและลำไส้มีเวลาที่น้อยลง จึงดูดซึมสารอาหารไขมัน แป้งและน้ำตาลได้น้อยลงยิ่งขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารเข้าไปใหม่ในปริมาณที่น้อยลง แต่ในยามที่ร่างกายต้องการพลังงานมากกว่าที่ร่างกายทำการดูดซึมเข้าไป ร่างกายก็จะเข้าไปดึงไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายนอกออกมาใช้เปลี่ยนเป็นพลังงานให้กับร่างกายแทน จึงทำให้ปริมาณไขมันที่มีอยู่ในร่างกายลดลงนั่นเอง

2.อิ่มนานขึ้น

เนื่องจากร่างกายไม่สามารถย่อยสลายไฟเบอร์ได้ เมื่อไฟเบอร์เข้าสู่กระเพาะอาหาร ลำไส้ไฟเบอร์จะทำการดูดซึมน้ำและน้ำตาลที่อยู่ในกระเพาะอาหารบางส่วนไว้และจะคงตัวอยู่เช่นนั้นจนกว่าร่างกายจะทำการขับออกมา ทำให้พื้นในกระเพาะอาหารและลำไส้เต็มไปด้วยไฟเบอร์ที่รับประทานเข้าไป เมื่อพื้นที่ในกระเพาะอาหารเต็มร่างกายจะรู้สึกอิ่มไม่ต้องการอาหารเพิ่มเข้าไปอีก ร่างกายจึงได้รับอาหารประเภทแป้ง น้ำตาลและไขมันได้น้อยลงกว่าเดิม ดังนั้นพลังงานที่ได้มีปริมาณที่พอดีกับความต้องการของร่างกายไม่มากเกินความจำเป็น จึงไม่มีการสะสมของไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะไขมันที่บริเวณหน้าท้อง และระยะเวลาที่ไฟเบอร์คงอยู่ในกระเพาะอาหารและลำไส้จะยาวนานกว่าการย่อยสลายไขมัน แป้งและน้ำตาล ทำให้เมื่อรับประทานไฟเบอร์ไปแล้ว ร่างกายจะอิ่มนานขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

3.ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย

ไฟเบอร์เมื่อเข้าสู่ลำไส้ใหญ่จะสามารถเป็นแหล่งพลังงานให้กับแบคทีเรียชนิดดีที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ ช่วยรักษาสมดุลของลำไส้ใหญ่ทำให้ผนังลำไส้ใหญ่มีความแข็งแรง ส่งผลให้การทำงานในการเผาพลาญ (Metabolism) ของกลูโคสกับไขมันที่ลำไส้ใหญ่มีประสิทธิภาพสูง จึงช่วยลดการสะสมของไขมันได้เป็นอย่างดี และไฟเบอร์ที่อุ้มน้ำไว้จะทำให้อุจจาระที่อยู่ในลำไส้มีความอ่อนตัวจึงทำให้สามารถขับถ่ายได้ง่าย ลดการดูดซึมและการสะสมไขมันกับน้ำตาลในลำไส้ใหญ่สู่ร่างกายได้
ไฟเบอร์เป็นเส้นใยที่ได้จากธรรมชาติจึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่การที่ได้รับไฟเบอร์มากเกินไปก็ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายเช่นเดียวกัน ดังนั้นการรับประทานไฟเบอร์ที่จะสามารถช่วยสลายไขมันหน้าท้องได้ผลดีควรรับประทานไฟเบอร์ประมาณวันละอย่างน้อย 25-40 กรัม หรือการรับประทานผัก ผลไม้อย่างน้อย 200 -300 กรัมต่อวันเป็นอย่างน้อยหรือรับประทานผักและผลไม้ครึ่งหนึ่งของอาหารที่รับประทานเข้าไปต่อวัน รับรองว่าเมื่อรับประทานไฟเบอร์อย่างต่อเนื่องทุกวันแล้ว ไขมันหน้าท้องจะมีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อไขมันหน้าท้องลดลง สุขภาพที่แข็งแรง รูปร่างที่สง่างามและความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายแรงก็จะลดลงตามไปด้วย วันนี้คุณรับประทานไฟเบอร์แล้วหรือยัง25

ผลไม้สลายไขมันหน้าท้อง

การเลือกรับประทานอาหารที่มีเส้นใย (Fiber) สูง ให้พลังงานต่ำเป็นวิธีที่สามารถช่วย สลายไขมันหน้าท้องได้เป็นอย่างดี ซึ่งเส้นใยพบได้มากในผลไม้หลายชนิด ซึ่งการเลือกรับประทานผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงแต่ให้พลังงานต่ำและมีเส้นใยสูงจะสามารถช่วย สลายไขมันหน้าท้องได้มากขึ้น

ผลไม้ที่ช่วยสลายไขมันหน้าท้องมาฝากกันดังนี้

1.แก้วมังกร

แก้วมังกรผลไม้ไทย ๆ ที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่ให้แคลอรีต่ำ ซึ่งแก้วมังกร 100 กรัมให้พลังงานเพียงแค่ 60 แคลอรีเท่านั้นและประกอบไปด้วยไฟเบอร์ถึง 2.6 กรัม แก้วมังกรยังอุดมไป ธาตุเหล็ก รวมทั้ง วิตามินบี1 บี2 บี3 วิตามินซี ฟอสฟอรัส โปรตีน และแคลเซียม นอกจากนั้นในเนื้อแก้วมังกรในยังมีสารมิวซิเลจ (Mucilage) ที่เป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นเจลในปริมาณที่สูงอยู่ภายในแล้ว เมล็ดของแก้วมังกรยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี

2.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ เชอรี่ สตรอเบอร์รี่ แบลคเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ ลูกหว้า มะขามป้อม ลูกหม่อน มะยม เชอรี่ไทย เป็นต้น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ใยอาหารสูงมาก มีปริมาณน้ำตาลและให้พลังงานที่ต่ำมาก เช่น สตอเบอร์รี่ 100 กรัมให้พลังงาน 33 แคลอรี หรือบลูเบอร์รี่ 100 กรัมให้พลังงาน 57 แคลลอรี่ เป็นต้น นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบีรวม และมีแร่ธาตุที่สำคัญเช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี ซีเลเนียม และสารอาหารที่อยู่ในกลุ่มสารแทนนิน (Tannin) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) Iดังนั้นการรับประทานผลไม้ตระกูลเบอร์รี่เป็นประจำจะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภายในร่างกาย กระตุ้นการเผาพลาญพลังงานได้เป็นอย่างดีและยังช่วยลดการสะสมของไขมันหน้าท้องได้อีกด้วย

3.แอปเปิล


แอปเปิลขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารสำหรับลดน้ำหนักที่ดี เนื่องจากแอปเปิลมีปริมาณเส้นใยสูง โดยแอปเปิล 100 กรัมจะมีเส้นใยประมาณ 2.7 กรัม และในส่วนของเปลือกและเนื้อแอปเปิลยังมีเส้นใยที่เรียกว่า “แพคติน (Pectin) ที่มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถพองตัวพองตัวเมื่อเข้าไปอยู่ในลำไส้ ทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มเร็วและนานขึ้น ช่วยลดการดูดซึมน้ำตาล ไขมันและคาร์โบไฮเดรตในอาหารเข้าสู่ร่างกายให้น้อยลง นอกจากนั้นเส้นใยแพคตินช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายให้มีประสิทธิภาพ และสามารถจับคอเลสเตอรอลที่อยู่ในลำไส้ไว้ทำให้ร่างกายไม่ให้ทำการดูดซึมเข้าไปได้ จึงลดการสะสมของไขมันและเพิ่มการเผาผลาญไขมันหน้าท้องได้เป็นอย่างดี

4.กีวีหรือกีวีฟรุต (Kiwifruit)

กีวี ผลไม้รสหวานอมเปรี้ยว เนื้อมีสีเขียวและมีเมล็ดอยู่ภายในผล กีวี 100 กรัม มีเพียงแค่ 69 แคลอรี นอกจากกีวีจะเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำแล้ว ยังมีปริมาณไฟเบอร์ที่สูงมากถึง 3.0 กรัม ซึ่งมีปริมาณมากกว่าในส้มหรือแอปเปิลถึงร้อยละ 25 ทีเดียว ดังนั้นหลังจากรับประทานจึงรู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดความต้องการของอาหารเพิ่มขึ้นระหว่างมื้ออาหาร ซึ่งไฟเบอร์ที่อยู่ในกีวีช่วยลดพื้นที่ว่างในกระเพาะอาหารให้มีพื้นที่ว่างน้อยลงและทำให้อาหารมีการเคลื่อนที่ออกจากกระเพาะอาหารและลำไส้เร็วขึ้น ร่างกายจึงทำการดูดซึมน้ำตาล แป้งและคาร์โบไฮเดรตได้น้อยลง และเส้นใยที่มีการปริมาณน้ำสูงยังช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ลดการสะสมของของเสียภายในร่างกาย

5.ส้ม (Orange)

ส้มหรือผลไม้ในตระกูลส้ม เช่น ส้มโอ ส้มเขียวหวาน เป็นต้น ส้ม 100 กรัมให้พลังงาน 40 แคลอรี ส้มสามารถรับประทานทั้งน้ำและกากใยของผล ซึ่งกากใยของส้มมีส่วนให้ระบบการขับถ่ายเป็นปกติ นอกจากกากใยที่มีลักษณะคล้ายเปลือกของส้มแล้ว ภายในส้มยังมีปริมาณไฟเบอร์ที่สูงมาก คือ ส้ม 100 กรัมมีปริมาณเส้นใย 2.5 กรัม ที่ช่วยให้อิ่มและลดการดูดซึมของน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด การรับประทานส้ม 1-2 ลูกหลังรับประทานอาหารจะช่วย สลายไขมันหน้าท้องอย่างได้ผล

6.สับปะรด (Pineapple)

สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีราคาถูกและหาได้ง่าย ในสับปะรดมีเอนไซม์โบรมีเลน (Bromrlain) ที่มีคุณสมบัติในการย่อยโปรตีน ดังนั้นเมื่อรับประทานเข้าไปจะช่วยย่อยอาหารให้มีความอ่อนนุ่ม ทำให้ร่างกายสามารถทำการดูดซึมโปรตีนได้ง่าย ร่างกายจึงรู้สึกอิ่มนานขึ้น โปรตีน (Protein) สามารถช่วยลดการทำงานของระบบเผาผลาญให้เกิดขึ้นน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายขาดพลังงานจึงต้องดึงไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายมาใช้โดยเฉพาะไขมันบริเวณหน้าท้อง และเมื่อร่างกายดึงไขมันมาใข้ร่างกายจะมีการสร้างสารคีโตน (Ketone) ออกมา ซึ่งสารนี้จะยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin hormone) ที่เข้ามากระตุ้นความหิว จึงช่วยลดความความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี
ผลไม้เหล่านี้เป็นผลไม้ที่รับประทานแล้วช่วยลดปริมาณไขมันที่สะสมอยู่บริเวณหน้าท้องได้เป็นอย่างดี แต่ก็ควรรับประทานในปริมาณที่พอดี แล้วไขมันที่บริเวณหน้าท้องก็จะสลายตัวอย่างแน่นอน

เทคนิคสลายไขมันหน้าท้องผู้ชาย เมื่ออายุเกินสี่สิบปี

เมื่ออายุย่างเข้าเลข 4 คุณผู้ชายหลายท่านต้องประสบกับไขมันที่พอกพูนอยู่ที่บริเวณหน้าท้องหรือที่เรียกง่ายว่ามีพุง ไขมันที่อยู่บริเวณหน้าท้องเป็นไขมันนอกจากจะทำให้รูปร่างแลดูไม่ดีแล้ว ไขมันที่บริเวณหน้าท้องยังเป็นสิ่งที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคของร่างกายอีกด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดเลี้ยงสมองตีบ โรคอัมพฤกษ์หรือโรคอัมพาต โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น ซึ่งโรคที่กล่าวมานั้นนับเป็นโรคที่มีความร้ายแรงถึงชีวิตได้ ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่ร้ายแรงและช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีให้กับคุณผู้ชายแล้ว การสลายไขมันหน้าท้องจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งการสลายไขมันหน้าท้องเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถ แต่ก่อนที่เราจะไปดูเทคนิคในการสลายไขมันหน้าท้อง เราต้องทราบถึงสาเหตุของการเกิดไขมันหน้าท้องเสียก่อน เพื่อป้องกันการสะสมเพิ่มของไขมันดังกล่าว

แหล่งที่มาของไขมันหน้าท้อง คือ

1.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะเบียร์เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการสะสมของไขมันที่บริเวณหน้าท้อง เนื่องจากแอลกอฮอล์ให้พลังงานสูงและเมื่อดื่มเข้าไปทำให้ฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) มีระดับที่ลดลง ทำให้ร่างกายมีระดับการเผาพลาญพลังงานที่ลดลงตามไปด้วย ดังนั้นเมื่อดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปจะทำให้มีการสะสมของไขมันที่หน้าท้องเป็นจำนวนมาก

2.อาหารตามสั่งหรืออาหารจานด่วน

อาหารเหล่านี้เป็นอาหารหลักของใครหลายคน ซึ่งอาหารประเภทนี้จะประกอบไปด้วยแป้ง น้ำตาล น้ำมันเป็นส่วนผสมหลัก จึงทำให้เมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะได้รับพลังงานที่มากเกินความต้องการจึงเข้าไปสะสมในร่างกายโดยเฉพาะที่บริเวณหน้าท้อง

3.ขาดการออกกำลังกาย

เมื่ออายุมากกว่า 30 ปี ระบบการเผาพลาญพลังงานของร่างกายจะมีประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง ดังนั้นเมื่อรับประทานอาหารเหมือนปกติแต่ร่างกายจะไม่สามารถเผาพลาญพลังงานออกมาใช้ได้มาก จึงมีการสะสมของพลังงานในรูปแบบของไขมันมากขึ้น และพบว่าในผู้ชายการสะสมของไขมันจะมีแนวโน้มมาสะสมที่บริเวณหน้าท้องมากที่สุด การออกกำลังจะสามารถช่วยสลายไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายออกไป ดังนั้นถ้าร่างกายขาดการออกกำลังกายแล้วไขมันก็จะยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ
นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้มีการสะสมของไขมันที่บริเวณหน้าท้อง ดังนั้นถ้าไม่ต้องการที่จะมีไขมันสะสมควรที่จะหลีกเลี่ยงปัจจัยเหล่านี้ แต่สำหรับท่านที่มีไขมันสะสมอยู่แล้ว

เทคนิคที่สามารถช่วยสลายไขมันหน้าท้องให้กับคุณผู้ชาย

ดังนี้

1.ควบคุมพฤติกรรมการกิน

หลักการกินอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการลดพุง คือ ต้องรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง ไฟเบอร์สูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช เนื่องจากโปรตีนและไฟเบอร์จะทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้นานและยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการเผาพลาญพลังงานภายในร่างกาย ลดการดูดซึมของไขมัน น้ำตาล แป้งเข้าสู่ร่างกายได้เป็นอย่างดี และลดการกินไขมันให้น้อยลงแต่ห้ามงดการรับประทานไขมันทั้งหมด เพราะไขมันดีมีส่วนช่วยในการสร้างฮอร์โมนให้กับร่างกาย แต่ให้ลดปริมาณไขมันที่กินให้น้อยลงและควรเลือกทานไขมันที่มีประโยชน์ เช่น ไขมันจากปลา ถั่ว เป็นต้น

2.ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

อย่างที่ทราบว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดไขมันหน้าท้อง ดังนั้นการลดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลงเพื่อลดปริมาณแคลลอรี่ที่ร่างกายได้รับให้มีปริมาณที่เหมาะสมและลดการเพิ่มของไขมันให้น้อยลง เนื่องจากปริมาณแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อยหรือเบียร์ประมาณ 1-2 แก้วต่อวัน จะไม่เข้าไปรบกวนการทำงานของฮอร์โมนเพศชาย แต่ยังเข้าไปกระตุ้นการเผาพลาญและการเต้นของหัวใจให้มีการสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้นอีกด้วย

3.ออกกำลังกาย

เนื่องจากช่วงอายุมากกว่า 40 ปี ร่างกายจะมีระบบการเผาพลาญพลังงานที่น้อยลง การออกกำลังกายจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของระบบเผาพลาญไขมันให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงสามารถทำการดึงไขมันที่บริเวณหน้าท้องให้เปลี่ยนมาเป็นแหล่งพลังงานในการออกกำลังกาย ทำให้หน้าท้องมีขนาดที่ลดลง ซึ่งการออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายหนัก ๆ เพียงแค่เดินหรือเดินเร็วอย่างน้อยวันละ 30-60 นาทีก็สามารถช่วยลดพุงได้ การออกกำลังกายเฉพาะที่ เช่น การซิทอัพ การเล่นเวทเทรนนิ่งที่ต้องออกแรงเฉพาะส่วนมาก ๆ ไม่ได้ช่วยให้ไขมันที่หน้าท้องลดลงมากตามแรงที่ออก เพียงแต่ช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องมีความแข็งแรงและกระชับมากขึ้นจึงดูเหมือนว่าหน้าท้องมีขนาดที่เล็กลงเท่านั้น ดังนั้นการออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือการออกกำลังที่ใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายอย่างต่อเนื่องจะดีที่สุดในการไขมันที่บริเวณหน้าท้อง

4.พักผ่อนให้เพียงพอ

การพักผ่อนที่ดีคือการนอนหลับในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งการนอนควรนอนประมาณ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน และควรเข้านอนในช่วงเวลา 22.00 น.- 23.00 น. จะส่งผลดีต่อร่างกายมากที่สุด การพักผ่อนจะช่วยให้ระบบการเผาพลาญพลังงานของร่างกายมีประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายสามารถเผาพลาญไขมันเพื่อนำไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายได้
นี่คือเทคนิคการสลายไขมันหน้าท้องอย่างได้ผลและยั่งยืนสำหรับคุณผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 40 ปีแล้ว การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ เทคนิคการสลายไขมันหน้าท้องที่กล่าวมาข้างต้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายแต่สามารถช่วยสลายไขมันหน้าท้องได้แน่นอน

สลายไขมันหน้าท้องหลังคลอด

การตั้งครรภ์นำความสุขและความสมบูรณ์ให้กับครอบครัว ช่วงที่ตั้งครรภ์อยู่คุณแม่จะเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งปริมาณอาหารที่รับประทานเข้าไปจะมีขนาดที่มากกว่าปกติถึงสองเท่า และสิ่งที่ตามมาคือน้ำหนักตัวที่สูงขึ้นกับหน้าท้องที่ยืนขึ้นมาเนื่องจากทารกในครรภ์ แต่หลังจากที่คลอดลูกออกไปแล้วสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่กับคนเป็นแม่ก็คือ ไขมันหน้าท้องก้อนขนาดใหญ่ ไขมันส่วนนี้คุณแม่มือทุกคนย่อมไม่ต้องการให้คงอยู่บนเรือนร่างอันสวยงามของตน วันนี้เรามีวิธีสลายไขมันหน้าท้องสำหรับคุณแม่หลังคลอดมาฝาก ดังนี้

1.ให้ลูกดื่มนมแม่

การที่ลูกดื่มน้ำนมจากนมแม่ เป็นการกระตุ้นการใช้พลังงานได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อลูกดื่มน้ำนมจากเต้านมของแม่ ร่างกายจะต้องทำการผลิตน้ำนมขึ้นมาเพื่อทดแทนน้ำนมที่สูญเสียไป ซึ่งกระบวนการสร้างน้ำนมนี้ต้องใช้พลังงานสูงและต้องดึงไขมันจากร่างกายมาใช้เป็นแหล่งพลังงาน ดังนั้นการให้ลูกดื่มน้ำนมของแม่จึงเป็นวิธีที่ช่วยสลายไขมันหน้าท้องหลังคลอดที่ได้ผลดีมาก

2.ควบคุมอาหาร

คุณแม่หลังคลอดที่ต้องให้นมบุตรเองจะมีความต้องการอาหาร เนื่องจากร่างกายต้องสูญเสียน้ำ สารอาหารไปกับน้ำนมให้ลูก จึงต้องการอาหารโดยเฉพาะอาหารหวานที่เป็นแหล่งพลังงานสูง ดังนั้นการเลือกอาหารที่มีประโยชน์ และให้พลังงานสูง เช่น โปรตีนจากเนื้อสัตว์ ไขมันจากปลาทะเล น้ำเต้าหู้ ผักและผลไม้ จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนกับความต้องการของร่างกายและความต้องการของบุตรจากนมแม่ แต่ให้พลังงานที่ต่ำ ร่างกายจึงต้องดึงไขมันหน้าท้องมาใช้เป็นแหล่งพลังงาน และลดการรับประทานอาหารที่มีแป้ง น้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ของหวาน กะทิ น้ำตาล ขนมปัง แป้ง ถึงแม้ว่าการรับประทานอาหารเหล่านี้จะทำให้คุณแม่ที่ให้นมบุตรรู้สึกสดชื่นมีแรง แต่ว่าปริมาณสารอาหารที่ได้จะเข้าไปสะสมเพิ่มที่หน้าท้องมากขึ้น

3.การอยู่ไฟ

การอยู่ไฟเป็นกิจกรรมที่คุณแม่หลังคลอดควรที่จะกระทำถ้าสามารถกระทำได้ เนื่องจากการอยู่ไฟคุณแม่จะต้องอยู่ในตู้อบหรือเตาอบหรือทำการประคบร้อนที่บริเวณหน้าท้อง เพื่อช่วยในการขับของเสียที่คั่งค้างอยู่ในมดลูกให้ออกมาจนหมด และช่วยกระชับมดลูกด้วย ซึ่งการอยู่ไฟร่างกายจะต้องอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิที่สูงอย่างน้อย 1 ชั่วโมง อุณหภูมิที่สูงจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาพลาญไขมันหน้าท้อง ทำให้มีการเปลี่ยนไขมันมาเป็นพลังงานหรือขับออกมาในรูปของเหงื่อมากขึ้น ปริมาณไขมันที่หน้าท้องจึงมีขนาดที่ลดลง

3.ออกกำลังการ

การออกกำลังกายสำหรับคุณแม่หลังคลอดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ดังนี้
– 1สัปดาห์-3 เดือนหลังคลอด
ช่วงเวลานี้คุณแม่หลังคลอดจะมีอาการปวดแผลจากการคลอดลูกอยู่ จึงไม่ควรออกกำลังกายหนักเหมือนคนทั่วไป แต่ก็สามารถทำการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องได้ ด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องครั้งละประมาณ 1 นาที ทำวันละ 12-24 ครั้ง หรือทำจะการแกว่งแขนวันละ 10 นาทีต่อวัน จะช่วยกระชับและสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหน้าท้องได้เป็นอย่างดี
-มากกว่า 3 เดือน
ช่วงเวลานี้คุณแม่หลังคลอดมีความแข็งแรงเกือบเต็มร้อยเหมือนคนทั่วไป ดังนั้นคุณแม่จึงสามารถทำการออกกำลังกายได้เหมือนคนปกติทุกอย่าง ไม่ว่าจะว่ายน้ำ วิ่ง หรือการออกกายบริหารเฉพาะที่บริเวณหน้าท้องเพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าท้องกระชับและแข็งแรง แต่ถ้าคุณแม่ท่านใดยังรู้สึกว่าไม่พร้อมก็สามารถทำการออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การเดิน การเล่นโยคะ เป็นต้น เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและสามารถช่วยสลายไขมันหน้าท้องได้เช่นเดียวกัน

4.พักผ่อนให้เพียงพอ

การเป็นคุณแม่ลูกอ่อนโดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกเอง มักจะได้รับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอจึงทำให้ระบบการเผาพลาญไขมันของร่างกายเกิดความผิดปกติ ดังนั้นคุณแม่ต้องพยายามที่จะพักผ่อนให้มาก เมื่อลูกนอนคุณแม่ก็ต้องนอนพร้อมไปกับลูก อย่าพยายามทำกิจกรรมอื่น ๆ ในขณะที่ลูกหลับจนคุณแม่ไม่ได้นอน เพราะเมื่อระบบการเผาพลาญไขมันของร่างกายไม่ดีทำให้ไม่สามารถลดสลายไขมันที่หน้าท้องได้แล้ว ปริมาณน้ำนมที่เกิดขึ้นก็จะลดน้อยลงจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อยอีกด้วย
ไขมันหน้าท้องที่เกิดขึ้นหลังจากที่คลอดลูกแล้วเป็นไขมันที่สามารถขจัดออกไปได้อย่างง่ายดาย เพราะเป็นไขมันที่มีการสะสมมาในระยะเวลาอันสั้นไม่กี่เดือนเท่านั้น แต่คุณแม่ต้องมีระเบียบในการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เน้นผักผลไม้ ลดของหวานและน้ำตาล พักผ่อนให้ได้อย่างน้อย 6- 8 ชั่วโมงและออกกำลังอย่างต่อเนื่องแม้จะเป็นการออกกำลังการเล็กน้อยก็ยังดี ปฏิบัติเพียงเท่านี้ ไขมันหน้าท้องของคุณแม่หลังคลอดก็จะหมดไป กลับมามีหุ่นเพรียวสวยเหมือนก่อนที่จะท้องอีกครั้งได้ไม่ยาก